.

.......... “TMB Analytics” หรือ “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ TMB” คาดการณ์ GDP ปี 53 เติบโตร้อยละ 5.8 ... จากความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกและปัญหาการเมืองส่งผลกระทบในวงจำกัด จากการที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตถึงร้อยละ 12 yoy โดยมีภาคการส่งออกเป็นแรงขับเคลื่อนหลักตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2/53 ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมือง แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นไปอย่างจำกัดเท่านั้น สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาในเดือนเม.ย.และพ.ค. บ่งชี้ว่าผลกระทบหนักๆ ตกอยู่ที่ภาคการท่องเที่ยว
? เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มเติบโตร้อยละ 5.8 ในปี 2553
? ความน่าจะเป็น = 70% : ดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้นอย่างน้อย 75 bps ณ สิ้นปี
? เงินหยวนที่แข็งค่าขึ้น จะช่วยให้การส่งออกสินค้าไปจีนและตลาดโลก เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ เคมีภัณฑ์ ดีขึ้น
.......... โดยเฉพาะเดือนพ.ค.จำนวนนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศลดลงร้อยละ 19 mom หดตัวในอัตราเร่งต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และลดลงร้อยละ 12 yoy ขณะที่ปัจจัยในประเทศ การบริโภคภาคเอกชนอ่อนแอลงไม่มากที่น่า สนใจคือ การลงทุนกลับฟื้นตัวอย่างอย่างต่อเนื่อง โดยดัชนีการลงทุนภาคเอกชน (PII) ขยายตัวร้อยละ 20.7 yoy หรือร้อยละ 0.9 mom ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 จากการนำเข้าสินค้าทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก และการลงทุนในหมวดก่อสร้าง สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาทางการเมืองในประเทศส่งผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชนในวงจำกัด ส่วนในด้านการค้าต่างประเทศ มูลค่าการส่งออกในเดือนพ.ค. ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 42.5 yoy ด้วยมูลค่า 1.64 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าก่อนเกิดวิกฤติการณ์การเงินในสหรัฐฯ เป็นปัจจัยบวกสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจในไตรมาส 2 โดยเราคาดว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะอยู่ที่ร้อยละ 4.2 yoy
..........สำหรับในช่วงครึ่งปีหลัง TMB Analytics มองว่ายังคงมีความเสี่ยงที่เศรษฐกิจโลกจะชะลอลง โดยเฉพาะประเทศคู่ค้าที่เป็นตลาดหลักเดิม อย่างเช่น สหรัฐฯ, จีน, สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น (สัดส่วนร้อยละ 10.9, 10.6, 10.5 และ 10.3 ของมูลค่าการส่งออกรวม) แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจในเอเชียในภาพรวมจะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพมากกว่าในภูมิภาคอื่นๆ และเป็นปัจจัยหนุนภาคการส่งออกให้ยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นไปในอัตราที่ลดลง ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศ คาดว่าการบริโภคภาคเอกชนจะปรับตัวดีขึ้นจากความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองลดลง และได้แรงหนุนที่ดีต่อเนื่องจากรายได้ภาคเกษตรที่มีทิศทางเป็นบวกตามราคาสินค้าเกษตร นอกจากนี้ประเมินว่าแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนจะมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจส่งออก และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น หลังจากมีความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาโครงการมาบตาพุด และคาดว่าโครงการที่ถูกระงับจะทยอยเริ่มกลับมาดำเนินการต่อใด้ไนไตรมาส 4/53 ขณะที่มองว่าภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่จะค่อยๆ ฟื้นตัว และมีโอกาสที่จะกลับสู่ภาวะปกติซึ่งเป็นช่วง High Season ได้ในไตรมาส 4/53 จากสถานการณ์ในประเทศที่คลี่คลายลงมาก และปัจจัยสนับสนุนจากมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ ทำให้เราประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2553 จะขยายตัวที่ระดับร้อยละ 5.8 และมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่องในปี 2554 ที่ร้อยละ 4.8 ตามทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
..........สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย คาดว่าจะเริ่มปรับขึ้นในไตรมาส 3/53 ตามแรงกดดันอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการประเมินภาวการณ์ เติบโตเศรษฐกิจที่ค่อนข้างดีในอนาคต และมีความน่าจะเป็น (Probability) ประมาณร้อยละ 70 ที่ดอกเบี้ยนโยบายจะขยับขึ้นได้ประมาณ 75 bps ทำให้อยู่ที่ระดับร้อยละ 2 ภายในปีนี้ ส่วนในปีหน้าคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นต่อเนื่องเพิ่มอีกประมาณ 125 bps เป็นร้อยละ 3 สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มีความโน้มเอียงที่จะแข็งค่าขึ้นในปลายปีนี้จนถึงกลางปีหน้าโดยสิ้นปีคาดว่าจะอยู่ที่ระดับประมาณ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ และแข็งขึ้นสู่ระดับ 31.5 ในกลางปี 2554
การปรับค่าเงินหยวน และ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
..........ธนาคารกลางของสาธารณรัฐประชาชนจีนประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเริ่มยืดหยุ่นเงินหยวนอีกครั้งหลังจากที่ได้ทำไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อ 22 กรกฎาคม 2548 โดยจีนเลิกผูกค่าเงินหยวนกับดอลลาร์สหรัฐที่ 8.3 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐมาใช้ระบบตะกร้าเงินตามสกุลเงินประเทศคู่ค้า ภายใต้การแทรกแซงของทางการจีนให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวจากค่ากลาง (Central parity rate) ที่กำหนดโดยสำนักงานกำกับดูแลการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (State Administration of Foreign Exchange – SAFE) อยู่ในกรอบไม่เกินร้อยละ 0.5 ในแต่ละวัน ซึ่งจากปัจจัยพื้นฐานของจีนโดยเฉพาะการเกินดุลการค้าและการไหลข้าวของเงินทุน ทำให้ค่าเงินหยวนค่อยๆ แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐเป็นลำดับ จนมาถึงวิกฤติเศรษฐกิจการเงินในสหรัฐในช่วงไตรมาสสามปี 2551 ทำให้การส่งออกของจีนหดตัว จีนจึงพักการปรับค่าเงินหยวน โดยช่วง 3 ปี นับจากเริ่มยืดหยุ่นค่าเงิน เงินหยวนแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐประมาณร้อยละ 19
..........มาถึงการประชุม G-20 ในเดือนมิถุนายน 2553 จีนจึงประกาศอีกครั้งว่า จะมีการยืดหยุ่นค่าเงิน (จากที่ก่อนหน้านี้หลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาพยายามกดดันให้จีนปรับค่าเงินหยวนให้แข็งขึ้นเพื่อให้จีนได้เปรียบดุลการค้าน้อยลง ขณะเดียวกันการส่งออกของจีนกลับมาเติบโตอย่างมากอีกครั้ง) โดยช่วงการยืดหยุ่นยังคงเดิมจากค่ากลาง และมีจุดยืนว่าการยืดหยุ่นจะเป็นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เศรษฐกิจของจีนมีเสถียรภาพและมีการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งจากพื้นฐานของจีนไม่ว่าจะเป็นการเกินดุลการค้าต่อเนื่อง และ ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่มากถึง 2.7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นประมาณ 15 เท่า ในระยะเวลาเพียง 10 ปี) ค่าเงินหยวนจึงมีทิศทางที่จะแข็งค่าขึ้นมากกว่าที่จะอ่อนค่าลง สำหรับทิศทางเงินบาทหลังการปรับตัวของเงินหยวนเมื่องกลางปี 2548 จนถึงปัจจุบัน บาทมีค่าแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐร้อยละ 28 ขณะที่แข็งค่าขึ้น เมื่อเทียบกับหยวนเพียงร้อยละ 8 ส่วนภาพรวมค่าเงินบาทจากดัชนีค่าเงินบาท (NEER) แข็งค่าขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันร้อยละ 19
..........ข้อกังขาที่ว่าการทำให้เงินหยวนของจีนแข็งขึ้น จะช่วยให้จีนส่งออกได้น้อยลงและนำเข้าจากประเทศอื่นมากขึ้นได้จริงหรือไม่ หากพิจารณาสถิติการค้าในช่วงก่อนและหลังการปรับค่าเงินหยวนเมื่อปี 2548 ไม่ได้ทำให้จีนเกิน ดุลการค้าลดลงแต่อย่างใด และจีนก็ยังเกินดุลกับสหรัฐอเมริกามากขึ้นด้วย ซึ่งแม้ในทางทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นควรจะทำให้ประเทศนั้นๆ ส่งออกได้น้อยลงและนำเข้ามากขึ้น สำหรับกรณีของจีน แม้ว่าจะทำให้การเติบโตของการส่งออกชะลอลงจากระดับเฉลี่ยประมาณร้อยละ 35 เป็นประมาณร้อยละ 27 แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีอิทธิพลและทำให้สินค้าของจีนยังเป็นที่ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความได้เปรียบเรื่องค่าแรง หรือ ความต้องการบริโภคสินค้าของจีนจากประเทศคู่ค้า ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเงินหยวนที่จะแข็งค่าขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในทางพฤตินัยแล้ว จะไม่ทำให้จีนหรือประเทศอื่นได้เปรียบหรือเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญในทันที แต่จะค่อยๆ ส่งผลกระทบทั้งแก่ผู้ประกอบการของจีนเองที่ต้องมีการปรับตัวตามการแข็งค่าของเงินหยวน และกับประเทศคู่ค้าที่น่าจะได้ประโยชน์ที่จีนจะสามารถนำเข้าสินค้าได้มากขึ้น ทั้งจากความต้องการบริโภคภายในประเทศและใช้เพื่อเป็นวัตถุดิบในการผลิตเพื่อส่งออก และการแข่งขันในตลาดส่งออก สำหรับกรณีประเทศไทย เงินบาทมีความโน้มเอียงที่แข็งค่าขึ้นตามเงินหยวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคการค้าระหว่างประเทศระหว่างไทยกับจีน การแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก รวมทั้งการท่องเที่ยวและการลงทุน จากจีน ดังต่อไปนี้
..........1.ภาคการค้าระหว่างไทย-จีน จะได้รับผลกระทบประโยชน์ในกรณีที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าใกล้เคียงกับการแข็งค่าของเงินหยวนต่อดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากสินค้าไทยและจีนเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูปสำหรับการผลิตเพื่อส่งออก ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเคมีภัณฑ์ ฯลฯ ดังนั้นผลประโยชน์ที่ได้รับจากส่งออกสินค้าสำเร็จรูปของไทย จะมีราคาถูกลงในรูปเงินหยวน ทำให้กำลังซื้อ และความสามารถในการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคของจีนจึงเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การที่เงินบาทแข็งค่าจะมีผล กระทบต่ออุตสาหกรรมแตกต่างกันไป กล่าวคือ สินค้าที่ใช้วัตถุดิบนำเข้าสูง (high import-content) จะได้รับผล กระทบโดยรวมจากรายได้และต้นทุนน้อยกว่าอุตสาหกรรมใช้วัตถุดิบในประเทศ เนื่องจากมีการหักล้างผลได้เสียจากเงินบาทแข็งค่า
..........2.การแข่งขันของสินค้าไทยกับสินค้าของจีนในตลาดโลกดีขึ้น โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นไม่ได้บั่นทอนความสามารถด้านการแข่งขันกับคู่แข่งลง เนื่องจากค่าเงินของประเทศในภูมิภาคซึ่งเป็นคู่แข็งต่างปรับแข็งค่าในทิศทางเดียวกันทั้งหมด แต่ทำให้โอกาสแข่งขันกับจีนในตลาดสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในสินค้าที่มีต้นทุนใกล้เคียงกัน
..........3.มีศักยภาพเพิ่มนักท่องเที่ยวจากจีน แม้ว่านักท่องเที่ยวจีนมาไทยจะมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 6.4 หรือ 4.2 แสนคน ในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ แต่มีอัตราการขยายตัวร้อยละ 44.6 สูงกว่าตลาดอื่นๆ จึงมีโอกาสเข้ามาท่องเที่ยวมาขึ้นจากกำลังซื้อเพิ่มขึ้น จากทั้งปัจจัยเศรษฐกิจและการแข็งค่าของเงินหยวน ในขณะที่นักท่องเที่ยวไทยไปจีนมีจำนวน 2.7 แสนคนเท่านั้น
..........4.การลงทุนจากจีนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อันเป็นผลจากเงินหยวนแข็งค่าซึ่จะได้เปรียบในการนำเงินมาลงทุนในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในเบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากสัดส่วนการลงทุนโดยตรงสุทธิจากจีนในไทยมีสัดส่วนที่น้อยคิดเป็นเพียงร้อยละ 0.5 ของการลงทุนโดยตรงสุทธิทั้งหมด โดยในปี 2552 การลงทุนโดยตรงสุทธิจากจีนอยู่ที่ 69.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

more information please contact :
k. Sudawan Chaipatrapong
Corporate Communications Group
TMB Bank Public Company Limited
Tel. 66 2242 3260
Fax. 66 2242 3254
 

หมายเหตุ. สงวนลิขสิทธ์ภาพและเนื้อหา นอกจากจะได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร
Use of this site signifies your acceptance of the Privacy Policy and Terms of Use.
Copyright © 2005 Variety News Edition Corp. All rights reserved.
Join Our Mailing List
Click Here
Space For AD















เม้าท์กันบันเทิงเทศโดย หนูนุ่น (Mr. Narin Galadee) โดยปรเมท และ เผ่าพันธ์ กีฬาพามันส์โดย นรินทร์ กาละดี (หนูนุ่น) รวมภาพคนดัง Board for Q&A, informations, opinions and ect. about the variety news